หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | รายการสด - รายการย้อนหลัง | ข่าว | ท่องเที่ยว | เว็บบอร์ด | ติดต่อเรา
  ข่าวสั้นทันเหตุการณ์ ปิดฉากข่าวฉาว! เจนี่ เผยเลิกรา เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ กว่า 4 เดือนแล้ว เตรียมแถลงข่าวก่อนบินไปต่างประเทศ » 25 ก.ค. 2558 15:04 น.   |    เรื่องที่คุณต้องรู้ กรณีอิสราเอลรุกรานปาเลสไตน์ !! » 25 ก.ค. 2558 06:26 น.   |    ยืนยันเที่ยวบินAH5017ตกขณะมุ่งสู่แอลจีเรีย ยังไม่ทราบชะตากรรมลูกเรือ-ผู้โดยสาร » 25 ก.ค. 2558 00:32 น.   |    “ประยุทธ์”สั่งคืนตำแหน่ง ผบ.ตร. พล.ต.อ.พัชรวาท » 25 ก.ค. 2558 00:18 น.   |    แฉ 'นิกกี้' ป่วยโรคสองบุคลิก อีกหนึ่งสาเหตุทำคลั่ง » 25 ก.ค. 2558 00:13 น.   |    รถไฟอินเดียชนรถโรงเรียน เด็กตาย 18 ราย » 25 ก.ค. 2558 00:08 น.   |    'ไมค์' รับแล้วเป็นพ่อลูก 'ซาร่า' มั่นใจไม่ตรวจ DNA » 25 ก.ค. 2558 00:07 น.   |    ลุ้นระทึก! ฉาก 'อวสาน' ความเหมือนที่แตกต่าง 2 พี่น้องตระกูล 'ชินวัตร' » 25 ก.ค. 2558 00:00 น.   |    'ทักษิณ' หอม 'ปู' ฟอดใหญ่ หลังไม่ได้พบกว่า 3 ปี (ชมคลิป) » 24 ก.ค. 2558 23:53 น.   |    สลด! เครื่องบินไต้หวันตก เสียชีวิตหลายราย » 24 ก.ค. 2558 01:20 น.   |     

 
กำนันสุเทพต้องปิดเกมให้ได้ภายในเดือน มี.ค.57 เลือกตั้งสว.สำเร็จนายกฯม.7 สะดุด    











 



        คำปราศรัยของสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เมื่อวันที่ 5 มี.ค. เป็นอีกครั้งที่มีความน่าสนใจเพราะแฝงด้วยนัยทางการเมืองที่สำคัญ

 



        “หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ายิ่งลักษณ์พ้นสภาพจะต้องใช้มาตรา 7 โดยวุฒิสภาจะเสนอชื่อนายกฯ นำความกราบบังคมทูลฯ เพราะฉะนั้น ขออย่าได้บิดเบือนข้อเท็จจริงว่าการปฏิบัติตามมาตรา 7 เป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ไม่มีเรื่องแบบนี้ เป็นเรื่ององค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้”   คำปราศรัยของเลขาธิการ กปปส.บนเวทีสวนลุมพินี

 



จากคำปราศรัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากำนันสุเทพ กำลังเดินหมากสองตาสำคัญ



        หมากตาแรก เริ่มจากการพยายามหาช่องกฎหมายเพื่อให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุที่ว่าไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้ทันภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง



        หมากตานี้ กปปส.ได้วางแนวทางการต่อสู้ไว้อย่างเป็นรูปธรรมแล้วภายหลัง ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในวันนี้ ซึ่ง กปปส.จะชนะรัฐบาลด้วยหมากตานี้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ



        ถ้าศาลเห็นว่าเรื่องนี้ไม่เข้าข่ายที่ศาลจะพิจารณาหรือรับไว้พิจารณาแต่วินิจฉัยว่ารัฐบาลยังทำหน้าที่ต่อไปได้ ก็เท่ากับว่า กปปส.ต้องใช้การต่อสู้ท้องถนนเพื่อปะฉะดะกับรัฐบาลต่อไปโดยที่ไม่รู้ว่าแสงสว่างแห่งชัยชนะจะมาเมื่อไหร่



        แต่หากเป็นในทางตรงกันข้าม คือ ศาลรับไว้พิจารณาและวินิจฉัยในเวลาต่อมาว่าคณะรัฐมนตรีได้สิ้นสภาพไปเป็นที่เรียบร้อยนับตั้งแต่วันที่ไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้ทันตามกฎหมาย จะเป็นผลให้ กกปส.เดินหมากตาต่อไปได้ทันที



       หมากตาที่สอง หมากตานี้จะเป็นการต่อสู้กันในวุฒิสภาหลังจากรัฐบาลตกเก้าอี้



        กปปส.ตั้งความหวังว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาลพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว วุฒิสภาจะเข้ามาเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลาง เนื่องจากปัจจุบันไม่อาจมีสภาผู้แทนราษฎรมาทำหน้าที่เลือกนายกฯ ได้ ก็ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของวุฒิสภาในฐานะองค์กรนิติบัญญัติที่เหลืออยู่ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7



        เพียงแต่หมากตานี้ไม่ได้เดินง่ายๆ อย่างที่ กปปส.คิด เพราะมีอุปสรรคสำคัญ คือ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา



       กล่าวคือ หากในอนาคตจะเกิดการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยอำนาจของวุฒิสภาก็น่าจะดำเนินการได้ภายในแนวทางหนึ่งแนวทางใดดังนี้



        1.ให้ประธานวุฒิสภา เป็นผู้เสนอชื่อเองเหมือนกับกรณีที่ อาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอชื่อ อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ เมื่อปี 2535



        2.ให้ประธานวุฒิสภาเปิดประชุมร่วมกันเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อย่างน้อยเพื่อให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชน แม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังมาจากการเลือกของที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชน



        เรื่องนี้มีปัญหาอยู่ว่า ประธานวุฒิสภาจะยอมเล่นเกมนี้หรือไม่ ถ้าเล่นด้วย กปปส.ก็อาจจะพอใจในระดับหนึ่ง แม้จะมีความแคลงใจอยู่บ้างก็ตาม



        แต่ถ้านิคมไม่เอาด้วยเท่ากับว่าปิดประตูของการมีนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ไปได้เลย



        อย่าลืมว่าปัจจุบันนิคมถือเป็นประมุขสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะ “ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา” ทำให้การเปิดประชุมวุฒิสภาอยู่ที่การตัดสินใจของนิคมเพียงคนเดียว



        จึงเป็นคำตอบว่าทำไมเวลานี้ถึงได้ปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่ม สว.สายสรรหา โดยเฉพาะกลุ่ม 40 สว.ที่แสดงท่าทีกดดันให้นิคมออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภาผ่านสื่อมวลชน



        โดยยกเหตุผลว่าในเมื่อนิคมในฐานะ สว.ฉะเชิงเทรา ได้ดำรงตำแหน่งมาครบ 6 ปีแล้วจะสามารถทำหน้าที่ได้เพียงรักษาการ สว.ฉะเชิงเทรา เพียงตำแหน่งเดียวโดยไม่อาจทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาต่อไปได้ แต่กระนั้นดูเหมือนการกดดันที่ผ่านมาก็ยังไม่สามารถสร้างความระคายเคืองให้นิคมได้เท่าไหร่



        ดังนั้น การจะให้นิคมพ้นออกจากเส้นทางการตั้งนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 จึงไปอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หมายความว่า ถ้า ป.ป.ช.มติชี้มูลความผิดนิคม ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว. จะเป็นผลให้ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวทันที และ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา จะขึ้นมาทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาชั่วคราว



        ตรงนี้เองเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้การตั้งนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 มีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะสุรชัยนับเป็นคนที่สุเทพยกย่องระหว่างการชุมนุมมาตลอดว่าเป็นคนดีและจะเป็นคนทำหน้าที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 เหมือนกับ “ทวี แรงขำ” รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภา ซึ่งเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2516 หลังจาก จอมพลถนอม กิตติขจร ลาออก



        ที่สุดแล้ว กปปส.เองตั้งเป้ากระบวนการเหล่านี้จะแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.นี้ก่อนการเลือกตั้ง สว. เพราะหาก สว.เลือกตั้งชุดใหม่เข้าสภามาเมื่อไหร่ เกมการต่อสู้ของ กปปส.เพื่อปูทางสู่นายกรัฐมนตรีมาตรา 7 จะลำบากมากขึ้น เนื่องจาก สว.เลือกตั้งชุดใหม่จำนวนไม่น้อยเป็นคนของฝ่ายการเมือง



 



        ทั้งหมดนี้กลายเป็นสถานการณ์บีบคั้นให้กำนันสุเทพต้องปิดเกมให้ได้ภายในเดือน มี.ค.

















 
http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/282377/




ข่าวโดย: สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2557 05:05 น. จำนวนคนเข้าชม 216 คน

 
ข่าวฮิต

......................

ตำแหน่งโฆษณา
ขนาด 177x80px