หน้าหลัก | ข่าวสาร บทวิเคราะห์ | บทความศาสนา | คลิปวีดีโอ | ทีวีออนไลน์ | เสียงสุขภาพ | สารคดี | มุสลิมพลาซ่า | แนะนำร้านอาหารมุสลิม

 
 
 
การสูบบารากุ เป็นอันตรายนะ (ยาวนิดนึงนะ) ใครสูบอยู่อ่านด่วนๆ โดยเฉพาะมุสลิม
 


เคยอ่านบทความจากหลายๆที่เค้าบอกว่า การสูบ บารากุ ไม่เป็นอันตรายหรืออันตราน้อยกว่าบุหรี่

เพราะไม่มีนิโคติน มีกลิ่นหอม และอื่นๆอีกมากมาย แถมยังช่วยรักษาโรคบางชนิดได้

พอไปเห็นบทความอันนี้เลยเอามาให้ทุกคนได้อ่านว่า ความเป็นจริงแล้วมันอันตรายแค่ไหน

บารากุ ดูเหมือนจะเป็นอันตรายกว่า การสูบบุหรี่เยอะเลยนะคะ เป็นห่วงทุกคนนะเอามาให้อ่านกัน

        

บารากุ หรือ บารากู่ คือ ชื่อเรียกอุปกรณ์การสูบยาอย่างหนึ่งที่มาจากอาหรับ มันมีรูปร่างเป็นเตาที่ดูคล้ายตะเกียงหลากสีต่อกับสายท่อที่ไว้ สำหรับสูบ

ความจริงคนอาหรับเรียกสิ่งนี้ว่า มอระกู่ ก่อนที่จะเพี้ยนไปตามสำเนียงของแต่ละภาษา การสูบบารากุนี้ถือว่าเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวอาหรับ ซึ่งใช้แทนการสูบบุหรี่

 โดยจะเป็นการร่วมสังสรรรค์กันระหว่างเพื่อนฝูงและญาติมิต ร ซึ่งนอกจากชาวอาหรับแล้ว ชาวมุสลิมในบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ก็นิยมสูบบารากุด้วยเช่นกัน 

สำหรับตัวยาที่ใช้ในการสูบบารากุนั้น จะเป็นตัวยาชนิดหนึ่งที่มาจากการนำยาเส้นมาบดผสมกับเปลือกผลไม้ แต่ละชนิด

ซึ่งจะส่งผลให้เวลาสูบ นอกจากจะได้ไอของยาเส้นแล้ว ก็จะมีไอหอมอ่อน ๆ ของเปลือกผลไม้นั้นผสมอยู่ด้วย ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกันตามแต่เปลือกผลไม้ที่ผสมเข้าไป เช่น แอปเปิ้ล  มินต์  หรือองุ่น

ซึ่งตัวยาที่ใช้ในการสูบนั้นมีชื่อเรียกต่างกันในแต่ละท้องที่ เช่น ในอียิปต์และแถบเปอร์เซียจะเรียกยาสูบชนิดนี้ว่า ชิชา (shisha, shesha, shishah, sheesha, )

แต่ในปากีสถานจะเรียกว่า ฮูกาห์  (hookah, hooka, huka) นอกจากนี้ก็ยังมีชื่อเรียกอื่นอีก เช่น นาจิเล  (nargile,narghile,nargila) หรือ วอเตอร์ไพร์ (Water pipe) เป็นต้น 

การสูบบารากุนั้น สามารถทำได้โดยเอาตัวยาไปใส่ในเตาตรงกลาง เอาฟอยล์หุ้มด้านบนแล้วเจาะรู จากนั้นเอาถ่านร้อน ๆ จุดไฟย่างบนฟอยล์ และจะต้องมีการวัดน้ำด้วย

จากนั้นก็ใส่ตัวยาด้านบนที่มีถ่านรองอยู่ พอเกิดควันก็ค่อยสูบผ่านท่อ โดยควันที่สูบนั้นจะลงไปผ่านน้ำก่อนที่จะเข้าปาก

ซึ่งต่างจากการสูบบุหรี่ทั่วไปตรงที่บุหรี่จะสูบตัวยาเข้าไปโดย ตรง แต่สำหรับการสูบบารากุจะสูบจากกลิ่นควันที่ผ่านน้ำแทน 

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าบารากุนั้น เริ่มเข้ามาในประเทศไทยสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเข้ามาพร้อมกับชาวอาหรับและชาวมุสลิมแถบมา เลเซีย

ซึ่งสมัยก่อนสำหรับประเทศไทยแล้ว บารากุ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะจากความยุ่งยากในการสูบ และตัวยาที่ใช้สูบที่ต้องนำเข้ามา จึงหายากและมีไม่มากนัก

ดังนั้นทำให้การสูบบารากุในประเทศไทยจึงได้รับความนิยมเฉพาะกลุ ่มเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ด้วยเพราะรูปร่างและลวดลายของเตาบารากุที่ทำออกมาได้อย่างวิ จิตรงดงาม

 จึงกลายเป็นของฝากที่คนท้องถิ่นหรือคนที่ไปท่องเที่ยว ณ สถานที่นั้น ชอบซื้อติดไม้ติดมือมาฝากคนทั่วไปกันอย่างแพร่หลาย 

ต่อมาในปัจจุบัน การสูบบารากุเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ด้วยความเชื่อที่ว่า การสูบบารากุให้ผลเสียน้อยกว่าการสูบบุหรี่ และมีสรรพคุณบำรุงและรักษาร่างกายต่าง ๆ มากมาย

ทำให้ใน 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มมีการนำเข้าเตาบารากุเข้ามาในประเทศไทยกันอย่างแพร่หลา ยมากขึ้น โดยราคาของเตาบารากุนั้นจะแตกต่างกันไปตามลวดลายและขนาด

โดยมีราคาตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน  ซึ่งตอนแรกจะมีขายเตาบารากุในสถานที่เฉพาะเท่านั้น เช่น ถนนข้าวสาร ซอยนานา หรือตามร้านอาหารของชาวอาหรับ

แต่ต่อมาการสูบบารากุก็ได้รับความนิยมถึงขนาดเข้าไปเป็นส่วนหนึ ่งของกิจกรรมในผับ บาร์ ทั่วไป

จนมาถึงในปัจจุบันนี้ จากที่มีการนำเข้าเตาบารากุมาเป็นจำนวนมาก ประจวบกับตัวยาสูบที่หาได้ง่ายขึ้น ทำให้ค่านิยมการสูบบารากุของกลุ่มคนที่สนใจนั้นเริ่มเปลี่ยนไป

จากที่เคยออกไปสูบตามสถานเริงรมย์ต่าง ๆ ก็กลับกลายเป็นการซื้อเตามาไว้ในครอบครอง และหาสูบเองที่บ้าน 

การสูบบารากุนั้นเป็นเรื่องที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่หรือยาสู บอื่น ๆ จริงหรือไม่ ในเรื่องนี้  



 



 

น.พ.หทัย ชิตานนท์ ประธานภาคีกฎหมายบุหรี่โลกและประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย

ได้ชี้แจงให้เห็นถึงการวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่า

ยาเส้นประเภทสูบผ่านน้ำหรือฮูกาห์นั้น

มีอันตรายมากกว่าการสูบบุหรี่ตามปกติ เพราะมีสารนิโคตินและสารทาร์มากกว่าบุหรี่ทั่วไป

รวมทั้งวิธีการสูบผ่านน้ำ และการปรุงแต่งรสของยาเส้นกับผลไม้หรือกลิ่นต่าง ๆ นั้น

ทำให้ความเข้มข้นของควันจางลง ซึ่งส่งผลให้สามารถสูบได้ลึกมากขึ้น

และสูบจำนวนมากนั้นก็ถือว่าเป็นการสูบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อย่างมาก 

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเวอร์จีเนียแห่งอังกฤษ ก็ได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่า การสูบบารากุ 45 นาที

จะมีปริมาณฝุ่นละอองมากกว่า 36 เท่าคาร์บอนมอนอกไซด์ 15 เท่า และมีนิโคตินสูงขึ้น 70% เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่หนึ่งมวน

นอกจากนี้ ยังมีการพบว่าบาง ครั้งมีการใช้สารเคมีอันตรายบางตัวเพื่อให้ตัวทำความร้อนติดไฟไ ด้ง่ายขึ้นอีกด้วย 30% ของผู้ที่สูบบารากุ

มีโอกาสจะติดโรคร้ายแรงในช่องปาก ขณะที่ผู้สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคในช่องปาก 24% ส่วนคนที่ไม่สูบอะไรเลย 8 %

สามารถติดโรคทางช่องปากได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีนิโคตินหรือใบยาสูบอยู่เลย แต่ก็ยังมีสารพิษตัวอื่นทำร้ายเราได้ 

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกอย่างมากที่การสูบบารากุนั้นไม่ใช่เรื่ องที่ผิดกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่โทษของการสูบบารากุนั้นมีมากกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า

ซึ่ง นายอมรชัย ไตรคุณากรวงศ์ นักวิทยาศาสตร์ ของกองตรวจและพิสูจน์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) กล่าวว่า

จากที่เคยมีเจ้าหน้าที่นำชิ้นส่วนบารากุมาให้ตรวจพิสูจน์นั้น มีลักษณะคล้ายสมุนไพร จากการตรวจสอบพบว่าในบารากุนั้นมีส่วนผสมของสารนิโคตินคล้ายกับ ยาสูบ

และยังพบสารคูมารีนที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติที่ทำให้เกิดกลิ ่นหอม พร้อมกับกากผลไม้ต่าง ๆ จำนวนหนึ่ง และจากองค์ประกอบที่ตรวจพบนี้

 ก็ไม่ได้มีการระบุในพระราชบัญญัติใด ๆ เลยว่า บารากุเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะสิ่งที่พิสูจน์ไปนั้นไม่มีสารเสพติดใด ๆ ผสมอยู่ 

อย่างไรก็ตาม การที่พบสารนิโคตินในบารากุ ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า การสูบบารากุอาจจะทำให้เกิดอาการติดยาได้ ซึ่งมีผลไม่ต่างอะไรกับยาเสพติดเลย


แต่ด้วยการที่มันไม่เป็นของผิดกฎหมาย ทำให้การสูบบารากุในหมู่วัยรุ่นได้ความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าการสูบบารากุในวัยรุ่นนั้นจะแพร่หลายออกไปใน วงกว้าง

 และด้วยความเข้าใจผิดของกลุ่มวัยรุ่นที่มองว่าการสูบบารา กุให้โทษน้อยกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า ก็น่าเป็นห่วงว่าการสูบบารากุจะกลายมาเป็นวัฒนธรรมที่ผิดของหมู ่วัยรุ่น

ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด

ถึงแม้ว่าบารากุจะเป็นแค่วิธีการหรือเครื่องมือในการสูบ แต่ถ้าตัวยาที่ใช้สูบนั้น เปลี่ยนไปเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดอื่น ๆ ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะส่งผลเสียต่อกลุ่มวัยรุ่นมากมายขนาดไหน

สิ่งที่น่ากลัวของการสูบบารากุในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่การสูบบารากุ แต่เป็นผู้สูบบารากุ ที่จะเห็นได้ว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นและมีแนวโน้มว่าจะเป็นวัยเด็กล งเรื่อย ๆ

ทั้งไม่ผิดกฎหมาย ปลอดภัยกว่าและหาซื้อได้ง่าย สามข้อนี้ก็สามารถจูงใจวัยรุ่นให้ทดลองเสพบารากุได้แล้ว ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะเห็นว่ามันกำลังจะก ลายเป็นปัญหาใหญ่

หรือจะมองผ่านไปแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังจนไม่อาจรับมือได้ ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านเหล่านั้นที่จะดำเนินการเช่นไร

ภัยอันตรายกว่าที่คิด


 
ใครที่กำลังคิดว่า การสูบบารากู่ แล้วไม่เป็นอันตราย หรือ ถ้าเป็น ก็เป็นแค่นิดเดียว เพราะคิดว่า บารากู่ เป็นสมุนไพร หรือกากผลไม้ มากกว่าที่จะเป็นสารพิษที่มีโทษอะไรต่อร่างกาย  นั่นกำลังเป็นความคิดที่ผิด เพราะความจริงแล้ว บารากู่ ถือเป็นสิ่งให้โทษที่เป็นตัวการสำคัญตัวการหนึ่งต่อสุขภาพ
 
ลองไปดูอันตรายจากการสูบบารากู่
 
-          ควันจากการสูบบารากู่ มีระดับสารพิษสูงกว่าควันบุหรี่หลายเท่า ทั้งระดับนิโคติน ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารก่อมะเร็งอื่นๆ
 
-          ควันที่เกิดจากการเผาไหม้ทุกชนิดเป็นอันตรายต่อปอดและร่างกายหากสูดหายใจเข้าไป
 
-          ผลไม้และสมุนไพรต่างๆ จะปลอดภัยถ้าหากเรานำมากิน แต่หากเกิดการเผาไหม้จะเปลี่ยนเป็นสารพิษและสารก่อมะเร็งมากมายหลายชนิดได้ แม้จะมีหรือไม่มียาเส้นผสมอยู่ด้วย
 
-          การที่ควันยาสูบผ่านน้ำไม่สามารถกรองสารพิษต่างๆไว้ได้
 
-          การสูบผ่านน้ำ ทำให้ต้องออกแรงสูดมาก ทำให้ควันเข้าไปในปอดได้ลึกและเป็นอันตรายมากขึ้น
 
 
-          การสูบบารากู่ เกิดการเสพติดได้เช่นเดียวกับการสูบยาชนิดอื่นๆ
 
-          มีผู้ฉวยโอกาสนำยาเสพติด เช่น ยาม้า ยาเค ยาอี กัญชา หรือผงขาว ผสมเข้าไปในยาสูบบารากู่ ทำให้เกิดการเสพติดที่อันตรายร้ายแรงยิ่งขึ้น
 
-          การใช้อุปกรณ์ชิ้นเดียวกันร่วมกัน หลายๆ คนจะเกิดการแพร่เชื้อโรคติดต่อได้ง่าย เช่นวัณโรค ไข้หวัดใหญ่
 
เห็นอันตรายจากการสูบบารากู่หลากหลายแบบนี้แล้ว คุณยังคิดจะสูบต่อไปหรือไม่
 


 

 
อัพเดตเมื่อ : วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2554 19:22 น.
เปิดอ่านแล้ว 3885 ครั้ง
 
แสดงความคิดเห็น : โปรดใช้ความสุภาพในการแสดงความคิดเห็น

 
  บทความอื่นๆในหมวดเดียวกัน
 

  บทความยอดฮิตในหมวดนี้
 



 

 











 

 
   
 
 

 
สำนักข่าวเสียงมุสลิม :
32/101 หมู่บ้านพฤษาวิลล์ 14 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
ติดต่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ : 084-4122234 ,
E-mail: muslimvoicetv@gmail.com